ข้อตกลงนี้เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัท ลองเดอเซ่ จำกัด และสมาชิก ลองเดอเซ่ ดังมีรายละเอียดดังนี้
          บริษัท ลองเดอเซ่ จำกัด ทำธุรกิจจำหน่ายสินค้าเพื่อสุขภาพและสินค้าเพื่อความงาม ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “บริษัท” สมาชิก ลองเดอเซ่ คือสมาชิกเครือข่ายของบริษัท สามารถซื้อสินค้าได้ในราคาพิเศษ และยังได้รับค่าตอบแทนที่ท่านแนะนำท่านอื่นมาเป็นสมาชิกอีกด้วย ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า “สมาชิก”
1.      ข้าพเจ้าสมัครเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจ และมีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป
2.      บริษัทตกลงที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับสมาชิกตามแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ได้จด
        ทะเบียนต่อนายทะเบียน ณ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตามที่
        ปรากฏในแผนการจ่ายผลตอบแทนของบริษัทมอบให้กับสมาชิก
3.      ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า การเป็นสมาชิกของข้าพเจ้า มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท
        ในฐานะผู้ถือหุ้น, กรรมการ, ผู้บริหาร, พนักงาน, เจ้าหน้าที่, ลูกจ้าง, หรือตัวแทนบริษัท
        ดังนั้นข้าพเจ้าไม่มีอำนาจก่อให้เกิดนิติกรรมใดๆในนามบริษัทกับผู้อื่น ฯลฯ
4.      ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า การกระทำใดๆที่อยู่นอกเหนือจากแผนงาน และนโยบาย
        ของบริษัท ถือเป็นความรับผิดชอบเฉพาะตัวของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว
5.      ข้าพเจ้าจะดูแล และให้บริการลูกค้าภายใต้ค่าใช้จ่ายของข้าพเจ้าเอง
6.      ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า สมาชิกไม่มีสิทธิเรียกร้อง เงินเดือน,สวัสดิการ,
        เงินช่วยเหลือ และ/หรือรายได้อื่นใดจากบริษัท ยกเว้นรายได้, ผลตอบแทน 
        และสวัสดิการเฉพาะส่วนที่สมาชิกพึงได้รับ ตามที่ระบุไว้ในแผนงานของบริษัท
7.      บริษัทสงวนสิทธิในการพิจารณาเปลี่ยนแปลง, แก้ไข และปรับปรุง เงื่อนไข หรือข้อ
        กำหนดต่างๆ ตามที่บริษัทเห็นสมควร แต่หากการดำเนินการดังกล่าวมีผลให้เงื่อนไข 
        หรือข้อกำหนดในการจ่ายผลตอบแทนของสมาชิกเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม บริษัทจะ
        นำเสนอ สคบ. เพื่อพิจารณาอนุมัติก่อนประกาศใช้
8.      ข้าพเจ้าจะดำเนินธุรกิจตามแผนงาน กติกาที่บริษัทกำหนด และจะปฏิบัติตามเงื่อนไข
        และข้อตกลงของบริษัท ตลอดจนจะรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณ กฎและระเบียบของ
        กฎหมายขายตรง และ ประมวลรัษฎากรอย่างเคร่งครัด และปกป้องภาพลักษณ์ 
        ขององค์กร ภาพลักษณ์ของสมาชิก
9.      ข้าพเจ้าจะไม่ยอมรับรูปแบบการทุจริตใดๆที่มาจากบุคคลอื่นในการที่จะสนับสนุนการ
        หาสมาชิกใหม่หรือสนับสนุนสินค้าของทาง บริษัทที่จะส่งผลต่อสถานการณ์เป็นผู้จำหน่าย
        สินค้าของข้าพเจ้า ไม่ว่าจะเป็นในลักษณะใดก็ตาม
10.     ข้าพเจ้าทราบดีว่า การติดต่อกับหน่วยงาน, องค์กร,โรงเรียน เพื่อเป็นการดำเนินธุรกิจ
        จะต้องได้รับอนุมัติจากบริษัทเป็นลายลักษณ์อักษร
11.     ข้าพเจ้ารับทราบว่า ผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ส่งเสริมการขาย สื่อสิ่งพิมพ์ เครื่องหมายการค้า 
        ชื่อ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ ห้ามมิให้นำไปใช้ ลอกเลียนแบบ 
        หรือผลิตซ้ำเพื่อการใดๆ ทั้งสิ้น
12.     ข้าพเจ้าทราบดีว่า ข้อตกลงระหว่างบริษัทกับสมาชิกไม่สามารถเปลี่ยนมือ หรือโอนสิทธิ
        ให้กับบุคคลอื่นได้ เว้นเสียแต่จะได้รับการพิจารณาอนุมัติจากบริษัท
13.     ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ แผนงานการดำเนินธุรกิจ และการฝึกอบรม
        ต่างๆ อย่างมีจรรยาบรรณ โดยจะไม่โฆษณากล่าวคำอวดอ้างหรือคำยืนยันที่ไม่เป็นจริง 
        นอกเหนือจากที่บริษัทได้ประกาศรับรองไว้ในเอกสาร หรือแผนงานของบริษัท
14.     ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบริษัท ไม่บิดเบือนข้อมูล 
        หรือนำเสนอข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดำเนินงาน ผลิตภัณฑ์ 
        หรือระบบตอบแทนของบริษัท
 
15.     ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่าจะต้องจำหน่ายและส่งมอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าโดยตรง 
        โดยไม่ขัดต่อนโยบายบริษัท
16.    ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทต่ำกว่าราคาสมาชิก
17.     ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า รายได้ และ/หรือ ผลตอบแทนใดๆที่บริษัทจ่ายให้เกินจาก
        สิทธิที่ข้าพเจ้าพึงได้รับ ข้าพเจ้าจะต้องคืนให้บริษัททันทีที่ข้าพเจ้าทราบหรือได้รับแจ้ง
        จากบริษัท โดยชำระคืนเป็นเงินสดหรือยินยอมให้บริษัทหักจากรายได้ตามที่ได้เกินมา
18.     ข้าพเจ้าทราบและเข้าใจดีว่า หากข้าพเจ้าประพฤติผิดไปจากเงื่อนไข, ข้อตกลง 
        ตลอดจนแผนงานและกติกาที่บริษัทกำหนด รวมถึงจรรยาบรรณ กฎและระเบียบของ
        กฎหมายขายตรง บริษัทมีสิทธิในการพิจารณาบอกเลิกการเป็นสมาชิก รวมถึงการตัด, 
        ลด,ระงับ และหรือยกเลิกการจ่ายผลประโยชน์ของข้าพเจ้า ทั้งในส่วนที่เกิดขึ้น และ
        จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตโดยข้าพเจ้าไม่มีสิทธิเรียกร้องใดๆจากบริษัททั้งสิ้น
19.     ข้าพเจ้าขอมอบอำนาจให้บริษัทเก็บ และถ่ายทอดข้อมูล ( ส่วนตัวข้าพเจ้า,  ข้อมูล
        เกี่ยวกับลูกค้า, ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจขายตรงและข้อมูลอื่นๆ 
        ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด )  ได้โดยวิธีการทางอีเล็กทรอนิกส์
20.     ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะยอมรับกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ และจะปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งรวม
        ถึงพระราชบัญญัติการขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ทั้งหมดด้วย
21.     ข้าพเจ้าได้อ่านเงื่อนไขและข้อตกลงดังกล่าวข้างต้นโดยละเอียดแล้ว และมีความเข้าใจ
        เป็นอย่างดี จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานเพื่อยืนยันสมัครเป็นสมาชิกกับบริษัท

บริษัท ลองเดอเซ่ จำกัด

169/98 อาคารเสริมทรัพย์ ชั้น 2
ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

โทรศัพท์ : 083-070-9461                        โทรสาร    : 02-692-9924












                   
                                                                                 
ข่าวขายตรง นักธุรกิจอิสระ
                                                                                 
  ฉบับที่ 286 ประจำวันที่ 1 - 15 ธันวาคม 2553                                                  
                                                                                 
      ซูมขายตรงเปิดใหม่ผ่านเว็บ
ธุรกิจเชื่อถือได้จริงหรือโม้...!
     
                                                                                 
       

ลองเดอเซ่’MLMพันธุ์ใหม่

ชูธุรกิจมั่นคงสินค้าโดนใจ

...เปิดบท พิสูจน์ความจริงธุรกิจขายตรงค่ายแรกที่ทาง ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ได้ลองคลิกเข้าไปดูผ่านเว็บไซต์นั่นก็คือ บริษัท ลองเดอเซ่ จำกัดธุรกิจขายตรงย่านรัชดาภิเษก ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารเสริมทรัพย์ ภายใต้การบริหารงานโดย ภิญญาพัชร์ วงศ์เรืองศรีและ พิสิษฐ์ จิรเจริญธีรกุลด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ซึ่งหลังจากทตลาดวิเคราะห์ได้เข้าไปชมเว็บไซต์ของบริษัทดังกล่าวพบว่า ภายในหน้าเว็บได้บอกถึงธุรกิจของ ลองเดอเซ่เพื่อให้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์นี้ได้ทราบถึงข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสินค้า กิจกรรมของบริษัท หลักสูตรต่างๆ ของที่นี่ รวมถึงในเรื่องของโปรโมชั่นต่างๆ ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างแรงจูงใจให้กับสมาชิก

ส่วนแผนการตลอดของ ลองเดอเซ่ที่ใช้นั้น ค่ายนี้ได้ชูความโดดเด่นของแผนการตลาดที่ใช้แผนไบนารี่บวกกับ

ยูนิเลเวล ที่สามารถแนะนำใครๆ ก็ได้แล้วคุณจะได้ 10 % (สำหรับชั้น1-2) 5% (สำหรับ 3-4) โดยจะรับรายได้รายสัปดาห์ นอกจากนี้ เมื่อลูกทีมกิดรายได้ หรือมียอดซื้อ คุณจะได้ 10% (สำหรับชั้น1-2) 5%(สำหรับ 3-4) รวมถึงยังสามารถ Top อัพตำแหน่งได้ ไม่กำหนดจำนวนเงิน ไม่กำหนดเวลา ที่สำคัญไม่ต้องรักษายอดเยอะ เพียงแค่ 1,200 บาทต่อเดือน คุณได้ 50 บาท จากลูกทีมที่รักษายอด 8 ชั้นลึก ที่คุณแนะนำตรง (แบบ Roll up) จ่ายทุกวันที่ 15 ของเดือน...ซึ่งนี่เป็นแผนการตลาดคร่าวๆ ของค่ายนี้

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ค่ายนี้ค่อนข้างที่จะใช้ในเรื่องของโปรโมชั่นในการกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุดที่ ลองเดอเซ่จัดขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นนักธุรกิจดาวรุ่ง-โปรโมชั่นนักขายมือทอง-โปรโมชั่น 3 ขุนพลคนอยากผอม-โปรโมชั่นรักษายอดล่วงหน้า 3 เดือนเป็นต้น รวมถึงในเรื่องของโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศด้วย...ซึ่งด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวนี้เอง อาจจะเรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดให้ทั้งสมาชิกเก่าและสมาชิกใหม่มีความฮึกเหิมในการทำงานก็ได้

ที่สำคัญ ยังพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่ของ ลองเดอ เซ่นั้น เท่าที่ดู จะเป็นคนหนุ่มคนสาววัยเริ่มทำงานเกือบทั้งนั้น ที่เข้ามาร่วมอยู่ในธุรกิจนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการทำธุรกิจของค่ายนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นการทำธุรกิจผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก และจากการเข้าไปดูในหน้าเว็บ ยังพบว่า ธุรกิจนี้สามารถสมัครสั่งซื้อ ตรวจสอบรายได้ และรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ตได้

รวมถึงสินค้าของ ลองเดอเซ่ส่วนใหญ่จะเน้นสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามและการลดน้ำหนักเป็นตัวชู ธุรกิจ...ซึ่งด้วยจุดนี้เอง อาจจะเป็นตัวแปรที่สำคัญ ในการทำให้เป็นที่โดนใจของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบายนั่นเอง...และนี่ก็คืออีกหนึ่ง ขายตรงน้องใหม่ที่ทาง ตลาดวิเคราะห์ได้รับทราบผ่านทางเว็บไซต์!...

         
                                                                                 
 

 “เถ้าแก่น้อย” จากเด็กบ้าเกม สู่ บิ๊กเสี่ย !!


แม้แง่หนึ่ง อิทธิพัทธ์จะเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางของตัวเอง ทว่า ในความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เขาก็เป็นหนุ่มวัย 23 ปี ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตสนุกสนานให้สมกับวัย 

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้สูญเสียชีวิตวัยรุ่นไปแต่อย่างใด เนื่องจากความสุขของเขาคือ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ 

“ช่วงวัยรุ่น ผมก็เกเรไม่เบา แม้แต่เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน ยังไม่เชื่อว่า ผมจะสามารถมามีวันนี้ได้ ซึ่งผมคิดว่า ตัวเองไม่ได้สูญเสียช่วงเวลาสนุกสนานอย่างวัยรุ่นไป เพราะผมมีความสุขที่ได้ทำธุรกิจ ผมเคยผ่านช่วงที่เที่ยวมาเช่นกัน แต่รู้สึกว่า มันก็เท่านั้นแหละ การทำธุรกิจทำให้ผมมีความสุข ที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดูแลคนที่อายุมากกว่าผม สนุกกว่าที่ผมได้ไปเที่ยว” 

“และเป้าหมายต่อไป ผมอยากพาองค์กร และพนักงานในความรับผิดชอบที่มีอยู่กว่า 700-800 คน ให้อยู่รอดได้ แม้ว่าตัวผมเองจะไม่ได้อยู่แล้วก็ตาม” 

สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้น เมื่อให้มองย้อนไปถึงแรงบันดาลใจขับเคลื่อนให้เขามีวันนี้ อิทธิพัทธ์ตอบได้ทันทีว่า คือ ครอบครัวของเขานั่นเอง 

“พื้นฐานสำคัญมาจากครอบครัวของผมที่พร้อมจะเป็นกองหนุน และอยู่เคียงข้างเสมอ ทุนที่ผมใช้ทำธุรกิจ ผมมีอยู่2 ทุน คือ ทุนแรกจากการเล่นเกมออนไลน์ ซึ่งผมได้เงินมา 3-4 แสน คิดว่า ถ้าเสียไป ก็ไม่เป็นไร เพราะมันก็เหมือนได้มาเปล่า แต่ถ้าลองทำดู นำสิ่งที่คิดเขียนลงกระดาษ ถ้าวางบนโต๊ะไว้เฉยๆ มันก็จะเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ผมมาลองทำ ผมคิดว่า ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ได้มาใช้เป็นบทเรียน” 

“และทุนที่สองเป็นทุนทางใจ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ไม่ห้ามที่ผมจะหยุดเรียนเพื่อมาทำธุรกิจ แถมยังคอยช่วยเหลือให้กำลังใจ ถ้าวันนั้น พ่อห้าม หรือบอกให้รอเรียนจบก่อน ผมอาจจะไม่มีวันนี้ โอกาสมันอาจจะหลุดลอยไป” 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เด็กหนุ่มคนนี้ เก่งและแกร่งเกินวัย สมกับเป็นยังเติร์กแห่งวงการธุรกิจไทย 

จากประโยคแซวของพ่อในวันนั้น มาสู่การสร้างธุรกิจตัวเองจนเติบใหญ่ อาศัยความรู้ ความสามารถ ประกอบกับกล้าตัดสินใจเลือกคว้าโอกาสได้เหมาะสมและถูกจังหวะ ทุกวันนี้ แม้จะมีชื่อแบรนด์ว่า “เถ้าแก่น้อย” ทว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้น น่าจะเข้าขั้น “บิ๊กเสี่ย” ทีเดียว 

ลูกอั่วกำลังไปเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว!!” ประโยคแซวของพ่อในวันนั้น แม้แต่ตัวของ “อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์” ก็คงไม่คิดว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นผลักดันให้แบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” แจ้งเกิด และเติบโตอย่างน่าจับตา ก้าวสู่สัญลักษณ์ที่คนทั่วไปจะนึกถึงทันที เมื่อกล่าวถึงขนมสาหร่ายทอด 

ไม่เกินเลยหากจะบอกว่า ความสำเร็จของ “เถ้าแก่น้อย” เป็นตัวอย่างที่น่าเรียนรู้อย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นแรงบันดาลใจที่ส่งให้เด็กหนุ่มวัยเพียงยี่สิบต้นๆ อย่าง “อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์” สามารถพาสินค้าของตัวเอง ขึ้นครองเจ้าตลาดสำเร็จ

 

 

 

***ได้ดีเพราะติดเกม *** 

ปัจจุบัน อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ วัย 23 ปี ดำรงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู้ดแอนด์ มาร์เกตติ้ง จำกัด ทว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย อิทธิพัทธ์เป็นเพียงวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง ซึ่งติดเล่นเกมออนไลน์แบบงอมแงม เหมือนๆ กันเด็กวัยรุ่นไทยอีกครึ่งประเทศ 

ทว่า จุดสำคัญเขาสามารถนำสิ่งที่ผู้ใหญ่อาจมองว่าไร้ประโยชน์มาเปลี่ยนแปลงเป็นรายได้ และเมื่อบวกกับแรงบันดาลใจที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ปฐมบทแห่ง “เถ้าแก่น้อย” จึงเกิดขึ้น 

“ผมเริ่มธุรกิจเมื่ออายุเพียง 18 ปี ก่อนหน้านี้ผมก็ขอเงินพ่อแม่เหมือนกับเด็กทั่วไป และติดเกมออนไลน์ Everquest อย่างหนัก เล่นทั้งวันทั้งคืน แข่งกับชาวต่างชาติ ผมเริ่มเล่นตั้งแต่เรียน ม.4 ถึงขนาดสะสมแต้ม จนรวยที่สุดในเซอร์เวอร์ ทำให้ชื่อตัวละคนของผมเป็นที่รู้จักในเซอร์เวอร์ จนมีฝรั่งมาขอซื้อของสะสม และแต้มสะสม ชื่อของผม ก็เลยลองขาย ปรากฏว่า หลังจากนั้น ก็มีเงินโอนเข้ามาจริงๆ” อิทธิพัทธ์ เล่าถึงเงินก้อนแห่งที่หาได้ด้วยตัวเอง 

เขาสร้างรายได้จากการขายแต้มสะสมเกมออนไลน์ให้ผู้เล่นเกมในเซอร์เวอร์นานกว่า 2 ปี จนมีเงินเก็บหลักแสนบาท กระทั่ง จบระดับมัธยม และเข้าเรียนต่อปี 1 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เริ่มก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจอย่างเต็มตัว ตามความฝันที่อยากมีธุรกิจของตัวเองมานานแล้ว 

“หลังเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เป็นช่วงจังหวะที่เกมออนไลน์เริ่มเสื่อมความนิยมลง ผมคิดอยากหารายได้จากช่องทางอื่น เคยลองจับทั้งขายเครื่องวีซีดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก ก็พยายามหาธุรกิจจะทำไปเรื่อยๆ เคยไปดูทำเลหน้า ม.หอการค้าไทย กะจะเปิดร้านขายกาแฟหน้ามหาวิทยาลัย” 

“กระทั่ง ผมไปเดินงานแฟร์ช่องทางธุรกิจที่เมืองทองธานี เจอแฟรนไชส์เกาลัดจากประเทศญี่ปุ่นมาออกบูท ก็สนใจมาก เพราะแฟรนไชส์ของเขามีเครื่องคั่วเกาลัดแบบทันสมัย ผมก็เกิดความสนใจ เพราะส่วนตัวชอบกินเกาลัดอยู่แล้ว แต่ว่า ค่าแฟรนไชส์ราคาสูงมากเป็นล้านบาท ผมไม่มีเงินมากขนาดนัก เลยติดต่อกับเจ้าของแฟรนไชส์ว่า ผมจะขอเช่าตู้คั่วเกาลัด แล้วมาสร้างแฟรนไชส์ของตัวเอง” เจ้าของธุรกิจ เล่าให้ฟัง

 

 



***สร้างแบรนด์ “เถ้าแก่น้อย” *** 

ทุกย่างก้าวนับแต่อิทธิพัทธ์ เริ่มทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง จะอยู่ภายใต้การรับรู้ของสมาชิกครอบครัวทุกคน ผ่านการบอกเล่าและสอบถามความเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพ่อของเขา ที่จะเฝ้ามองลูกชายอย่างชื่นชม และพร้อมเป็นป๋าดันเต็มตัว 

“หลังเช่าตู้ได้แล้ว เช้าวันที่ผมจะไปเซ็นสัญญาเช่าที่ขายเกาลัดหน้าห้างฯ แห่งหนึ่ง ก่อนเดินทางออกจากบ้าน เจอพ่อผมกำลังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนอยู่ เล่าถึงเรื่องผมจะไปทำธุรกิจ แล้วหันมาพูดแซวผมให้เพื่อนฟังว่า ‘ลูกอั่วกำลังไปเป็นเถ้าแก่น้อยแล้ว’ ผมก็ได้หัวเราะตอบ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมาก จนเมื่อไปถึงห้างฯ ต้องกรอกใบสมัคร ซึ่งให้ระบุถึงชื่อร้านหรือแบรนด์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมยังไม่มีชื่อในใจเลย แต่คิดถึง คำพูดพ่อที่แซวผม เลยเป็นที่มาของชื่อ “เถ้าแก่น้อย” มาจนถึงปัจจุบัน” อิทธิพัทธ์ เผยที่มาของแบรนด์ 

อิทธิพันธ์ ใช้เวลาเพียงปีเศษ ขยายสาขาแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อย จากหนึ่งเป็น 30 กว่าสาขา และเนื่องจากเห็นโอกาสว่า เมื่อมีหน้าร้านหลายแห่งแล้ว ทำไมต้องจำกัดตัวเองแค่ขายเกาลัดอย่างเดียว จึงลองนำเข้าสินค้าต่างๆ มาขายพ่วงที่หน้าร้านแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกท้อ ลำไยอบแห้ง และสาหร่าย ฯลฯ ผลปรากฏว่า ในร้านฯ สินค้าที่ขายดีที่สุด คือ สาหร่ายทอด ยอดขายเหนือกว่าเกาลัดเสียอีก เป็นแรงบันดาลใจ อยากจะต่อยอดธุรกิจขายสาหร่ายอย่างจริงจัง 



“หลังจากเห็นว่า ยอดขายสาหร่ายมันดีจริงๆ ผมก็เริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสาหร่าย ผมอยากขยายตลาดธุรกิจสาหร่ายไปตามร้านค้าต่างๆ เริ่มแบบง่ายๆ โดยบรรจุซองพลาสติกไปฝากร้านค้าต่างๆ ให้ลองขาย แต่พอทำจริง มีอุปสรรค อายุสินค้าสั้น และรูปลักษณ์ไม่สวย ทำให้ไม่สามารถเปิดตลาดได้ มีของคืนจำนวนมาก เพราะสาหร่ายเก็บไว้ได้ไม่นาน ผมก็พยายามคิดค้นหาทางแก้ โดยถามผู้รู้ จนวันหนึ่งเข้าร้าน 7-11 ผมเริ่มสนใจตลาดในร้านสะดวกซื้อ คิดว่าถ้าสินค้าเราเก็บไว้ได้นานกว่านี้ มีรูปลักษณ์ที่ดึงดูดใจ วางขายในร้าน 7-11 ตลาดน่าจะขยายตามไปด้วย ดีกว่าผมต้องวิ่งไปส่งด้วยตัวเอง”

เพื่อจะให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยเข้าขายในร้าน 7-11 อิทธิพัทธ์เริ่มจากนำสาหร่ายแพคซองพลาสติกง่ายๆ ไปฝากไว้ที่ฝ่ายคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ทว่า ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูแสนธรรมดา จึงไม่ได้รับการเหลียวแลแม้แต่น้อย 

เมื่อไร้การติดต่อกลับเป็นเวลานาน เจ้าตัวร้อนใจถึงขั้นต้องโทร.ไปตามตื้อ และสอบถามสาเหตุที่สินค้าไม่ได้รับความสนใจ เจ้าหน้าที่ชี้แจงกลับมาว่า สินค้าคุณไม่สวย ไม่เหมาะกับ 7-11 เจออย่างนี้ เขาเลยกลับมานั่งคิดทบทวนใหม่ว่า ทำอย่างไรให้สาหร่ายเถ้าแก่น้อยมีสไตล์เป็นของตัวเอง และถูกใจคนทั่วไป 

“ตอนที่กลับมาคิดว่า เราต้องสร้างสไตล์ของตัวเอง ผมมองว่ากระแสญี่ปุ่น เกาหลี กำลังมาแรง คนไทยหันมายึดเทรนด์นี้กันหมด ดังนั้น การออกแบบ ผมเน้นให้ออกมาในสไตล์ของญี่ปุ่นแท้ๆ ดูน่ารัก มีความสุข และสามารถจดจำได้ทันทีเมื่อเห็นครั้งแรก” 

“ด้านสีสันก็ให้สดใส มีโลโก้ที่สะดุดตา จำง่าย นอกจากนั้น พยายามชูธงเป็นของกินเล่นที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีแคลอรี่ต่ำ เหมาะกับกระแสรักสุขภาพ รวมถึง เพิ่มรสชาติให้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรสเผ็ด รสซีฟู้ด เป็นต้น” 

เมื่อปรับปรุงสินค้าแล้ว อิทธิพัทธ์นำกลับไปเสนออีกครั้ง ผลที่ได้ หลังกลับมาบ้าน มีโทรศัพท์ติดต่อกลับมาทันที พร้อมกับคำถามว่า ภายใน 3 เดือนคุณพร้อมจะวางขายสินค้านี้ในร้าน 7-11 จำนวน 3,000 สาขาทั่วประเทศ หรือไม่ 
“ตอนนั้น ผมคิดในหัวเลยว่า 3,000 สาขา เราต้องทอดสาหร่ายสักกี่แผ่น ใช้คนทอดกี่คน จะทำทันไหม
ฯลฯ” 

ระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที คำถามสารพัดวิ่งเข้ามาหัวเต็มไปหมด แทนที่จะปล่อยให้คำถามเป็นด่านขวางกัน กลับเลือกจะสลัดความกลัวต่างๆ ทิ้งไปแล้วตอบกลับว่า 

“พร้อมครับ แต่หลังจากวางสาย สิ่งที่มันวิ่งเข้ามาในหัวผม มันเยอะมาก ผมคิดถึงการสร้างโรงงาน เงินทุน แหล่งวัตถุดิบ นำเข้าเครื่องจักร ฯลฯ ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก” 

 

 

 

*** ทิ้งแฟรนไชส์ คว้าโอกาสใหม่*** 

ในวัยเพียง 20 ปี กับภาระต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อส่งเข้าขายในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง มากกว่า 3,000 สาขา ถือเป็นภาระที่หนักแสนสาหัส 

โดยเฉพาะการหาทุนสร้างโรงงาน ดังนั้น อิทธิพัทธ์ได้ลองยื่นแผนธุรกิจ เพื่อขอกู้เงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง 

ทว่า ผลที่ได้ คือ การปฏิเสธ เหตุผลสำคัญ เพราะผู้ยื่นกู้มีอายุเพียง 20 ปี ซึ่งอิทธิพัทธ์ชี้ว่า เป็นความบกพร่องของระบบสถาบันการเงินที่มองเพียงแค่ปัจจัยปลีกย่อย ไม่ยอมพิจารณาถึงแผนธุรกิจ ตลอดจนโอกาส และความมุ่งมั่นของเขา 

เมื่อกู้เงินไม่สำเร็จ เป็นที่มาของการตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยทิ้งทั้งหมด ซึ่งเวลานั้น มีจำนวนกว่า 30 สาขา สร้างรายได้รวมให้เดือนละล้านกว่าบาท เพื่อมาเป็นทุนสร้างโรงงานผลิตสาหร่ายทอด 

“ตอนตัดสินใจขายแฟรนไชส์เกาลัดทิ้ง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ถ้ายิ่งเป็นคนที่เคยปลุกปั้นธุรกิจมากับมือจะรู้ความรู้สึกของผมดี ว่า การขายทิ้งไม่ใช่เรื่องง่าย” 

“ความรู้สึกของผมเหมือนกับเรามีรถดีๆ สักคันขับอยู่แล้ว แต่กำลังอยากได้รถคันใหม่ แต่ไม่รู้หรอกว่า รถคันใหม่จะดีหรือเปล่า และช่วงที่ขายรถคันเก่าออกไป ต้องยอมนั่งรถเมล์ไปก่อน” 

อิทธิพัทธ์ ระบุว่า การตัดสินใจครั้งนั้น คือ จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตธุรกิจ เดิมพันระหว่างโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคต กับทุกอย่างที่สร้างมาต้องสูญไปหมด 

“สำหรับ SMEs แล้ว ผมเชื่อว่าการกล้าตัดสินใจมีส่วนสำคัญให้ก้าวสู่ความสำเร็จ เหมือนกับคำที่ว่า ความเสี่ยงที่สุดในการทำธุรกิจ คือ คุณไม่คิดจะเสี่ยงทำอะไรเลย” 

“การเสี่ยงครั้งแรกของผม คือ ตัดสินใจลาออกจากปี1 ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อมาทำธุรกิจส่วนตัว เพราะตอนนั้น แฟรนไชส์เกาลัด เริ่มมีสาขามาก ผมต้องทำเองทุกขั้นตอน แทบไม่มีเวลาเรียน จนผมต้องชั่งใจระหว่างจะเรียนต่อ หรือมาลุยธุรกิจเต็มตัว ซึ่งผมกลับมาดูตัวเอง ผมชอบทำธุรกิจ มีความสุขที่จะทำไปเรื่อยๆ ชอบเห็นคนมาซื้อสินค้าของผม เลยตัดสินใจดร็อบเรียน มาลุยทำธุรกิจเต็มตัว” 

“ส่วนการเสี่ยงครั้งที่สอง คือ ตัดสินใจขายแฟรนไชส์ แล้วหันมาจับตลาดสาหร่ายทอดแทน โดยตอนนั้น ผมเชื่อว่า กระแสญี่ปุ่นในไทยจะต้องแรง เพราะดูการแต่งตัว อาหาร ดาราต่างๆ คนไทยนิยมสไตล์ญี่ปุ่นหมด” 

เงินที่ได้จากการขายแฟรนไชส์เกาลัดเถ้าแก่น้อยหลักล้านบาท ถูกแปลงมาสร้างเป็นโรงงานผลิตสาหร่ายทอดอย่างเร่งด่วน ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ส่วนการผลิตสินค้าต้องเร่งรีบเช่นกัน อิทธิพัทธ์ เล่าว่า เขาพร้อมสมาชิกในครอบครัวทุกคน รวมถึง คนงานอีกแค่ 6-7 คน ทำงานกันอย่างหนัก โดยเฉพาะสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงกำหนดส่งสินค้าแทบไม่ได้หลับนอน กระทั่ง 6 โมงเช้า ของวันกำหนดส่งสินค้า เขาขับรถที่ด้านหลังบรรทุกสาหร่ายเถ้าแก่น้อยเต็มคัน ส่งเข้าศูนย์จำหน่ายสินค้าของ 7-11 ได้สำเร็จ

 

 


***ดันแบรนด์ผู้นำสแน็คสาหร่าย *** 

ทั้งนี้ หลังจากได้เข้าขายในร้านสะดวกซื้อเจ้าดัง สาหร่ายเถ้าแก่น้อย มียอดขายเติบโตด้วยดีสม่ำเสมอ รวมถึง มีการขยายประเภทสินค้าให้ตอบสนองลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่ห่อละ 5 บาท ถึง 60 บาท เหมาะสำหรับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ครอบครัว เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย 

“ในระยะแรก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า กลุ่มผู้บริโภคที่แท้จริงของผมคือใคร ทำให้ต้องเลือกทำตลาดกับทุกคน ซึ่งถือว่า ผมโชคดีที่สินค้าสามารถเจาะตลาดได้กว้าง แต่สำหรับการทำธุรกิจในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน ผมคิดว่า ควรจะมองการตลาดในแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อจะวางแผนการตลาดทั้งหมดไปในทิศทางถูกต้อง” 

สำหรับการสร้างแบรนด์นั้น อิทธิพัทธ์ ระบุว่า ต้องการให้เถ้าแก่น้อยเป็นที่จดจำในฐานะผู้นำสาหร่ายกินเล่น ทั้งด้านเจ้าตลาด และเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าชนิดนี้จริงๆ 

“หลังจากที่ทำธุรกิจสาหร่ายได้สักระยะหนึ่ง ผมเคยมีความคิดจะขยายไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์นี้ แต่กลับมานึกว่า จะทำให้แบรนด์กลายเป็นเลอะเทอะ จนคนไม่รู้ว่า เถ้าแก่น้อย คืออะไรกันแน่ ในที่สุดผมเลือกจะโฟกัสที่สาหร่ายอย่างเดียว ให้คนทั่วไปจดจำเราในฐานะเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่น ไม่ว่าคุณจะกินยี่ห้อไหนก็ตาม ชื่อของเถ้าแก่น้อยก็จะเข้าใจว่าเป็นตัวแทนของสาหร่ายกินเล่นเลย เหมือนเวลาเราไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็จะบอกว่าไปซื้อ “มาม่า” แต่ที่จริงเราจะไปซื้อยี่ห้อ “ไวไว” หรือไปซื้อผงซักฟอง ก็บอกว่าซื้อ “แฟ๊บ” ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะซื้อยี่ห้อ “บรีส” เป็นต้น” 

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารภายในองค์กร หรือนำเสนอภาพลักษณ์ต่อมวลชนภายนอก แบรนด์เถ้าแก่น้อย พยายามตอกย้ำแนวคิดเป็นผู้นำ และผู้เชี่ยวชาญด้านสแน็คสาหร่ายเสมอ 

“ผมเริ่มจากปรับความคิดของคนในองค์กรว่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่าย ซึ่งผมต้องเริ่มจากปรับทัศนคติในองค์กรก่อน ถ้าภายในเรายังปรับไม่ได้ เราจะไปปรับทัศนคติภายนอกได้อย่างไร” 

“จากนั้น ผมสร้างแบรนด์ โดยโฆษณาโทรทัศน์ โดยใช้ “ครูคริส” (คริสโตเฟอร์ ไรท์ : ครูสอนภาษาอังกฤษชื่อดัง) โดยชูคอนเซ็ปท์ว่า “ seaweed is สาหร่าย เถ้าแก่น้อย” เพราะหลายคนไม่รู้ว่าคำว่า “seaweed” แปลว่า “สาหร่าย” การนำครูคริส ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของครูสอนภาษาอังกฤษมาตอกย่ำ สอนคำนี้ แล้วพ่วงคำว่า เถ้าแก่น้อยลงไปด้วย ช่วยตอกย่ำว่า เถ้าแก่น้อยก็คือ ขนมสาหร่าย และขนมสาหร่าย ก็คือ เถ้าแก่น้อย” 

“นอกจากนั้น เราทำกิจกรรมร่วมกับรายการโทรทัศน์ต่างๆ เช่น รายการกบนอกกะลา ถ่ายทำวิธีการผลิตสาหร่ายที่มาจากต่างประเทศ และการผลิตในโรงงานเรา เพราะผมเชื่อว่า การทำธุรกิจในปัจจุบัน จำเป็นต้องเปิดเผยกระบวนการผลิต วิธีการ และให้ทุกคนมีความรู้ในสิ่งที่เราทำว่า มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ซึ่งทั้งหมดจะเป็นการปลูกฝังว่า แบรนด์เถ้าแก่น้อย คือผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายจริงๆ” 

 


*** “เถ้าแก่น้อย” โกอินเตอร์ *** 

ไม่เพียงตลาดในประเทศเท่านั้น หลังจากประสบความสำเร็จมาได้ประมาณ 2 ปี แบรนด์ไทยรายนี้ ก้าวต่อไปสู่ตลาดต่างประเทศ 

“เมื่อมีความพร้อม ผมเริ่มไปสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มต้นที่ฮ่องกง และสิงคโปร์ ผมเชื่อว่า ตลาดสองชาตินี้ แม้จะมีปริมาณคนน้อย แต่มีศักยภาพซื้อสูงมาก ซึ่งสาเหตุที่ผมสนใจส่งออก เพราะมีเทรนด์เดอร์ นำสินค้าของผมไปขายที่สิงคโปร์ ผมก็เลยบินตามไปดู พบว่า สินค้าเถ้าแก่น้อยขายในร้านขายของชำทั่วไปในสิงคโปร์ ทำให้ผมคิดว่า สินค้ามันน่าจะขยายได้กว้าง ในห้างสรรพสินค้าของเขาก็น่าจะขายได้เช่นกัน” 

แผนการเปิดตลาดต่างประเทศนั้น แทนที่จะเลือกใช้วิธีทั่วไปแบบมาตรฐาน คือออกงานแฟร์เกี่ยวกับอาหาร รอให้ลูกค้ามาติดต่อ แล้วสั่งสินค้าไปจำหน่าย อิทธิพัทธ์กลับเลือกจะทำตลาดเชิงรุก นำเสนอสินค้าด้วยตัวเองโดยตรง ผ่านทางอีเมลล์ 

“ผมอยากจะขายสินค้าตามห้างในสิงคโปร์ โดยไม่ต้องผ่านเทรนด์เดอร์ ซึ่งปกติเวลาไปออกบูทขายสินค้า เหมือนรอให้ลูกค้า เข้ามาหาเรา รอให้เขาเป็นฝ่ายเลือกเรา ผมก็เปลี่ยนแผนการตลาด เป็นฝ่ายเข้าไปหาลูกค้าเสียเอง ซึ่งผมไปดูตามชั้นวางสินค้าขนมในห้าง แล้วดูว่า มาจากประเทศใดบ้าง นำเข้าจากบริษัทใด ใครเป็นผู้จัดจำหน่าย หรือเป็นผู้นำเข้า แล้วก็จดเบอร์ติดต่อ จากนั้น ก็ส่งอีเมล์ไปหา แนะนำสินค้า ไม่ต้องรอให้เขามาหาเอง ซึ่งได้ผลมาก ทำให้ผมได้เจอลูกค้าจริงๆ ซึ่งผมก็บอกเขาว่า ผมอยากจะนำสินค้าเข้ามาขายจริงๆ จนเขายอมนำสินค้าไปวางขาย ปัจจุบัน เถ้าแก่น้อยส่งออกไปหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวั่น อินโดนีเซีย เป็นต้น”

 

 


*** ต่อยอดขยายแบรนด์ “CURVE” *** 

สำหรับยอดขายของ “เถ้าแก่น้อย” นับวันจะยิ่งทะยานสูง ยืนอยู่แถวหน้าของตลาดสแน็คประเภทสาหร่ายทอด เมื่อปีที่แล้ว ยอดขายกว่า 500 ล้านบาท ปีนี้ (2551) ตั้งเป้า 750 ล้านบาท 

ไม่เท่านั้น อิทธิพัทธ์ ยังแตกแบรนด์ใหม่ “CURVE” ขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่ออุดทุกช่องว่างในตลาดของผลิตภัณฑ์สาหร่าย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

“ผมเป็นคนมีเพื่อนผู้หญิงเยอะ และเพื่อนๆ มักชอบถามว่า กินเถ้าแก่น้อยแล้วอ้วนไหม ทั้งๆ ที่ตัวสาหร่ายมันมีแคลอรี่ต่ำอยู่แล้ว ทำไมสาวๆ ยังกังวลกันอีก ก็เลยคิดว่าหันมาจับตรงนี้เต็มตัวเลยดีกว่า ซึ่งนั่นก็คือที่มาของ CURVE” 

และยังเป็นที่มาของ “แคลอรี่น้อย...อร่อยได้เต็มที่” คำจำกัดความที่อิทธิพัทธ์คิดขึ้นเพื่อใช้โปรโมท แบรนด์ใหม่ “CURVE” โดยมุ่งจับกลุ่มผู้หญิงวัย 18-30 ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ 

“จุดเด่นสำคัญของ CURVE อยู่ตรงที่ใช้สาหร่ายเกรด A พันธุ์พรีเมี่ยม AJINSUKE NORI นำมาผ่านกระบวนการพิเศษ ทำให้มีเนื้อบางละลายในปากได้ สาหร่ายพันธุ์นี้ ให้พลังงานต่ำกว่า 15 กิโลแคลอรี่ และมีเส้นใยอาหารที่ช่วยดูแลระบบขับถ่าย ที่สำคัญยังเน้นที่รสชาติความอร่อยเป็นหลัก ผิดกับอาหารว่างเพื่อสุขภาพชนิดอื่นๆ” 

ช่องทางการตลาดของ CURVE เป็นช่องทางเดียวกับ “เถ้าแก่น้อย” คือในโมเดิร์นเทรด เช่น โลตัส, บิ๊กซี, ท็อปส์, เซเว่นฯ 

แต่จะเพิ่มช่องทางตามร้านเพอร์ซันนัลแคร์ สำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง เช่น ร้านวัตสัน, บูธส์, ร้านขายยาที่ดูมีเกรด รวมทั้งตามโรงภาพยนตร์ชั้นนำ Major, EGV และ SF Cinema 

“เป้าหมายของ CURVE คิดว่าปีนี้ซึ่งเป็นปีแรก น่าจะได้สัก 50 ล้าน โดยยกลยุทธ์ราคาจะตั้งสูงกว่าเถ้าแก่น้อยนิดหน่อย” 

เมื่อรวมกับ “เถ้าแก่น้อย” ที่ตั้งเป้าไว้ 750 ล้านบาท ถ้าทำได้ ปีนี้ก็แตะ 800 ล้านบาท ทั้งส่วนที่ขายในประเทศและส่งออก 

และเป้าหมายในระยะต่อไป วางไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กำลังลงทุนหลักร้อยล้าน เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ มีศักยภาพผลิตสาหร่ายได้ถึง 1,000,000 แผ่นต่อวัน 

 

 

 


*** แจงปรัชญาธุรกิจ 3 ประการ ***


ด้วยวัยเพียง 23 ปี ต้องดูแลพนักงานกว่า 800 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีวัยมากกว่า จุดนี้ เจ้าตัวระบุว่าไม่ได้เป็นปัญหา เพราะพยายามมอบนโยบายอย่างให้เกียรติทุกคน และเอาชนะผู้ต่อต้านด้วยความสามารถ และเหตุผล 

สำหรับหลักที่เขายึดในการทำธุรกิจตลอด มีหัวใจสำคัญ 3 ด้าน คือ ทัศนคติบวก ความรู้คู่จินตนาการ และกล้าคว้าโอกาส 

“ด้านทัศนคติ ผมเชื่อว่า การที่สินค้าของไทยจะส่งออกได้ ต้องปรับทัศนคติก่อน ถ้ามีทัศนคติว่า ทำยาก ทำไม่ได้ หรือสินค้าฉันเป็นแบบนี้ ก็จะขายอย่างนี้ มันก็ยากจะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ก่อนที่เราจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใครสักคน หรือทำอะไรสักอย่าง เราต้องเริ่มที่ปรับทัศนคติเสียก่อน คิดว่าเราต้องทำให้ได้ แม้ว่า หนทางข้างหน้า จะมีขวากหนามหรืออุปสรคใดๆ ก็ตาม ขอให้ลองทำดูก่อน ทำไม่ได้ค่อยว่ากันอีกที” 

“ตัวอย่างจากตัวผมเอง จะพยายามคิดเสมอว่า ลองทำดูก่อน เหมือนตอนเปิดแฟรนไชส์เกาลัด แรกๆ ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยดี อย่างสาขาแรก ผมเช่าหน้าห้างแห่งหนึ่ง ค่าเช่าวันละ 500 บาท วันแรกขายได้ 300 บาท เป็นอย่างนี้อยู่ 2 เดือนก็ท้อใจ บังเอิญ มีห้างแห่งนี้ มาเสนอให้ไปจัดโปรโมชั่นในห้าง ผมก็เลยลองดูอีกทีหนึ่ง” 

“ปรากฏว่า ขายได้วันละ 5พันกว่าบาท ทำให้ผมเรียนรู้ว่าการทำธุรกิจไม่สำเร็จ อาจเกิดจากความรู้ไม่พอ ขายไม่ดีเพราะตั้งในจุดที่ไม่ใช่จุดที่ลูกค้าเป้าหมายจะผ่าน เพราะตอนนั้น ผมตั้งร้านที่ทางออกที่จอดรถมอเตอร์ไซค์ ในขณะที่ เกาลัด ขายกิโลละ 2-3 ร้อยบาท จนวันที่ผมไปขายในห้าง ผมถึงรู้ว่า ที่ขายไม่ดี เพราะที่ผ่านมาทำเลไม่ได้ และฮวงจุ้ยไม่ดี ทุกวันนี้ ผมจะคิดถึงเรื่องทำเลตลอด ไม่ใช่แค่ที่ตั้งร้าน แต่หมายรวมถึง ตำแหน่งบนชั้นวางสินค้า” 

“ด้านที่สอง คือ ความรู้ แม้การทำธุรกิจ คือ ความเสี่ยงก็จริง แต่ต้องทำให้เสี่ยงน้อยที่สุด เสี่ยงอยู่บนพื้นฐานความรู้จริง ไม่จะเริ่มต้นทำธุรกิจประเภทใด หลักที่ผมท่องเป็นคาถาส่วนตัว คือ ถาม ถาม และถาม” 

“คาถานี้ ผมอยากให้เอสเอ็มอีทุกรายท่องไว้เช่นกัน ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจอะไร ขอให้ศึกษาจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาธุรกิจที่ตัวเองจะทำ ซึ่งวิธีจะได้ความรู้ง่ายๆ คือ ถาม” 

“อย่างตัวผมที่ไม่เคยมีความรู้ด้านเกาลัด หรือสาหร่ายมาก่อนก็ถาม ตอนผมทำเกาลัด ผมก็ไปเดินที่เยาวราช เดินถามความรู้ร้านเกาลัดตั้งแต่ต้นซอยถึงท้ายซอย ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ วิธีคั่ว วิธีเก็บ ราคา ฯลฯ ก็ถามไปเรื่อยๆ จนได้ความรู้ระดับหนึ่ง จากนั้นก็ศึกษาเพิ่มเติมจนเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับตอนทำสาหร่าย ผมเริ่มด้วยถามจากผู้รู้ต่างๆ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย ตำราทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง บินไปดูแหล่งผลิต การปลูกถึงต้นตำรับ” 

อิทธิพัทธ์ ระบุว่า เหตุที่จะทำให้สามารถจดจ่อกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นานๆ จนสะสมความรู้อย่างถ่องแท้ ผู้ประกอบการควรจะรักและชอบในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่แล้ว 

“ถ้าจะทำสิ่งใดๆ ให้ได้ดี ต้องมีความรักในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย อย่างตัวผมเองชอบกินเกาลัด และสาหร่าย ทำแล้วสนุก และมีความสุข และในที่สุดเราจะกลายเป็นความเชี่ยวชาญ สามารถที่จะพลิกแพลงประยุกต์ให้สินค้ามีความต่าง มีจุดเด่นออกไปได้” 

ทั้งนี้ เมื่อมีความรู้แล้ว ต้องเติมจินตนาการบวกเข้าไปด้วย 

“ถ้ามีความรู้ ความชำนาญแล้ว แต่ขาดจินตนาการที่จะใส่ลงไป ความรู้จะถูกเก็บพับไว้บนหิ้ง แต่ถ้ามีความรู้ และใส่จินตนาการเข้าไป จะสามารถเปลี่ยนความรู้สู่ความเป็นจริงได้ และในแง่ของธุรกิจมันทำให้เกิดความแตกต่าง ผมยกตัวอย่างเช่น จินตนาการของคนที่อยากบินได้เหมือนนก นำมาสู่เครื่องบิน” 

หลักข้อสุดท้าย คือ กล้าคว้าโอกาส อิทธิพัทธ์ ระบุว่า “ตอนผมทำธุรกิจเกาลัด 6-7 สาขา ผมต้องเลือกระหว่าง เรียนต่อให้จน กับออกมาทำธุรกิจเต็มตัว ถ้าผมเลือกเรียนต่อ ก็คงไม่มีวันนี้ หรือตอนที่ 7-11 โทร. ถามว่าพร้อมจะผลิตเข้า 3,000 สาขาหรือเปล่า ถ้าผมบอกว่า ยังไม่พร้อม หรือขอรอไว้ก่อน ก็อาจไม่มีวันนี้” 

“ดังนั้น ผมจึงคิดว่า คนจะทำธุรกิจ ควรจะคว้าโอกาส ผมยกตัวอย่าง ชาวประมงคนหนึ่งออกไปหาปลาในวันที่คลื่นลมแรง และสามารถกลับมาด้วยความปลอดภัยพร้อมกับได้ปลามาด้วยจำนวนมาก จะเรียกว่าโชคดีหรือเปล่า สำหรับผมมันคือการคว้าโอกาส”

 
*** It’s my life เถ้าแก่วัย 23 ปี *** 

 

 

Idea for rich
ไอเดียร้านเสริมสวย

      1.   ท่านทราบใช่มั้ยว่าปัจจุบันร้านเสริมสวยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถนนบางสายในตัวอำเภอในต่าง
             จังหวัดหรือในกรุงเทพฯเอง มีร้านเสริมสวยอยู่มากกว่า 20 – 30  ร้าน นั่นหมายถึง การเข้าถึงลูกค้า
             ใช่หรือไม่
      2.   ร้านเสริมสวยแต่ละร้าน จะมีลูกค้าประจำอยู่จำนวนหนึ่งและยังมีลูกค้าขาจรอีก นั่นหมาย
             ความว่า เค้ามีกลุ่มลูกค้าที่เชื่อถือกันอยู่แล้วใช่หรือไม่                                    
      3.    ลูกค้าที่เข้าใช้บริการร้านเสริมสวยส่วนใหญ่ รักสวยรักงาม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเราโดยตรงใช่
             มั้ย
      4.    ลูกค้าแต่ละคนที่ใช้บริการ ไดร์ ดัด ตัด ซอย ทำสีผม ส่วนใหญ่ใช้เวลาเกิน 30 นาที ซึ่งเจ้าของร้าน 
            
สามารถปิดการขายง่ายๆ ได้ใช่หรือไม่
      5.    หลังจากที่เจ้าของร้านสามารถขายสินค้าของเราได้ เขายังสามารถขยายไปยังร้านเสริมสวยข้างๆ ที่
             รู้จักกัน หรือลูกค้าที่กินดีได้ นั่นคือ หลังจากกินดี ขายได้ ก็มีการบอกต่อ ชักชวน ใช่หรือไม่
      6.    หลังจากที่เจ้าของร้านหรือลูกค้า ทานสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเห็นผล มีโอกาสที่จะขายสินค้าตัวอื่นเพิ่ม
             เข้าไป นั่นเท่ากับการเพิ่มการกระจายสินค้าใช่หรือไม่   
      7.    หลังจากนั้นโอกาสที่ทั้งเจ้าของร้านและลูกค้าจะเข้ามาเป็นสมาชิกกับลองเดอเซ่ในระยะยาวก็
             เกิดขึ้น
 
 
 
 
สิ่งที่ท่านต้องทำ
      1.   เริ่มต้นหาร้านเสริมสวยใกล้บ้าน หรือที่ท่านใช้บริการบ่อยๆ โดยวางแผนการวิ่งตามเส้นทาง
      2.   แนะนำสินค้าประเภทลดน้ำหนักก่อน (สเลนโอ้ต, เนเจอร์ ฟิต, กาแฟ) เข้าไปก่อน เพราะ
            เห็นผลชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น บอกต่อได้ง่าย โอกาสในการเพิ่มยอดขายเร็ว
      3.   โดยมีเอกสารนำเสนอง่ายๆ เช่น รูป before-after สัก 4 – 5 รูป อาจใส่อัลบัมรูปขนาด 5x6 นิ้ว หรือ
             ขนาด A4 เคลือบพลาสติก อาจแนบด้วย โบรชัวร์ที่ท่านดีไซน์ขึ้นมาเองแบบประหยัดต้นทุนก็ได้
      4.   พยายามปิดการขายชี้นำ เป็น SET เข้าไว้ เช่น สเลนโอ้ต 2 , กาแฟ 2 (แถมรำข้าว 1
            กล่อง ท่านอาจแจกและเก็บไว้เป็นลูกเล่นก็ได้ เช่น ถ้าซื้อ SET นี้ ผมแถมกาแฟพี่อีก 1 หรือ 2 
            กล่อง แต่ถ้าหากเค้าสมัครเป็นสมาชิกต้องให้ตามโปรโมชั่น) หากลูกค้ามีกำลังซื้อ และเชื่อ
            ถือท่านมาก่อน                            
         

      5.   แนะนำวิธีรับประทานอย่างถูกต้อง ปลอดภัย(อย่าการันตี เช่น กิน 1 กล่องไม่ลง เอาเงินคืน)
      6.   อธิบายถึงผลประโยชน์ที่เจ้าของร้านจะได้รับ เช่น

 
SALE TALK  บทพูด
 
             **ซื้อสินค้า 900 บาทต่อกล่อง ขาย 1,300 บาท กำไร 400 บาท มีลูกค้าที่รักและเชื่อท่านมั้ย หากมี คิดว่าขายวันละ 1 กล่องได้มั้ย ถ้าได้พี่จะได้กำไรกล่องละ 400 บาท เดือนละ 12,000 บาท เพียงแค่ คุยเพิ่มอีกเรื่องนึงในระหว่างเสริมสวยให้ลูกค้า เพราะปกติก็ต้องคุยอยู่แล้ว คุยแล้วได้เงินพี่คิดว่าดีมั้ย ถ้าถ้าหากพี่ขยันคุยหน่อย ขายได้วันละ 3 กล่อง กำไรวันละ 1,200 บาท เดือนละ 36,000 บาท รวยเลย

 
      7.   แจกโบรชัวร์ และติดอุปกรณ์ส่งเสริมการขายในร้าน เช่น ขอวางโบรชัวร์ ติดรูป before-after  ข้าง
            หลังลูกค้า เวลานั่งทำผมเห็นในกระจก หรือ ณ จุดที่ลูกค้าเห็นง่าย
      8.   ขอเบอร์โทรศัพท์เจ้าของเร้าน เพื่อโทรแนะนำและสอบถามถึง วิธีรับประทาน หรือปัญหาที่เกินขึ้น
            แบบสม่ำเสมอ รวมถึงให้เบอร์โทรของเราไว้ด้วย (อย่าลืมช่วยตอบข้อโต้แย้งลูกค้าของร้านด้วย)
      9.   ติดตามอย่างใกล้ชิด และจริงใจ
     10.  หากเจ้าของร้านทานเอง หรือขายสินค้า ได้กำไรและผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจแล้ว หาจังหวะคุยเกี่ยว
            กับผลประโยชน์ตามแผนการตลาด (แบบไม่เร่งเร้า ใครไม่ชอบ กลัวยุ่งยาก ก็ให้ขายปลีกไป
            ก่อน)

แนวคิด
 
            ในเดือนที่ 1   ตั้งเป้าหมายเข้าเยี่ยมร้านเสริมสวยวันละ 5 ร้านค้า
                  ใน 1 เดือน  30 วัน x 5 ร้าน เข้าเยี่ยมทั้งหมดเท่ากับ 150 ร้าน จะขายได้ถึง 30 ร้าน  (20%ตาม
            อัตราส่วน) หรือเท่ากับ 1 ร้านต่อวัน นั่นหมายความว่าท่านมีลูกค้าถึง 30 ร้าน
            ในเดือนที่ 2 หลังจากที่ 30 ร้าน ทั้งเจ้าของร้านและลูกค้าทานเห็นผล จะมียอดขายจากการ
                  บริโภคซ้ำ และบอกต่อ สมมุติ อย่างน้อยสเล็นโอ๊ต 3 กล่อง/วัน/ร้าน เท่ากับ
            
30 ร้าน x 3 กล่อง = 90 กล่อง / วัน
90 กล่อง x 250 pv = 22,500 pv ต่อวัน
 
รายได้ตามแผนการตลาด

                    FSB 
    30% จาก  pv (10%, 10%, 5%, 5%)
                                                   22,500 pv x 30% = 6,750 บาท
                                                     
                    MB
                                                   -      กรณีที่ 1 วางแบ่ง 2 ข้างๆละ เท่าๆกัน
                                                                      22,500 PV วาง แบ่ง 2 ข้างๆ ละ เท่าๆกัน
                                                                      11,250 pv : 11,250 pv =     5 step
                                                                       5 x 500 บาท   = 2,500 บาท
                                                   -      กรณีที่ 2 วางข้างเดียว
                                                                      22,500 pv = 11 step
                                                                      11 x 500 =  5,500 บาท
                                                    
                    MATCHING BONUS    (ให้ท่านคิดเอาเอง)
                                                    
                    MTA (ถ้าเจ้าของ และลูกค้าเข้าใจและสมัครทำธุรกิจ รายได้ส่วนนี้เพิ่มแน่นอน)

                    ค่าโมบาย 5 % 
                                                   22,500 pv x 30 วัน = 675,000  pv / เดือน
                                                   675,000 pv x 5%   = 33,750 บาท
                           
***หมายเหตุ      idea นี้ จะสำเร็จหากท่านทำงานอย่างสม่ำเสมอหากปฏิบัติตามนี้แล้ว 
                              รายได้ไม่ถึงตามตัวอย่าง ได้สักเดือนละ 100,000 บาท ก็ถือว่าสำเร็จ

 

เส้นทาง ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จบ ป.4 สู่เถ้าแก่ 100 ล้าน






 

ไขปริศนา "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" หลังรถเข็น เส้นทางแฟรนไชส์ จบป.4 สู่เถ้าแก่ 100 ล้าน (ประชาชาติธุรกิจ)

           จากวิถีสู้ชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคนด้วยวัยเพียง 47 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายเส้น จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแฟรนไชส์ระดับประเทศ ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้แบรนด์ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" ชื่อที่เชื่อได้ว่าเมื่อเอ่ยปากร้อยทั้งร้อยเป็นต้องได้รู้จัก

           นิตยสารเส้นทางเศรษฐี หนังสือในเครือมติชน ที่มีคุณทวี มีเงิน เป็นบรรณาธิการบริหาร ได้พาผู้อ่านทุกผู้ทุกวัยร่วมกันไขปริศนา "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" แฟรนไชส์ที่คนส่วนมากเคยลิ้มลอง และมีไม่น้อยที่ฝากท้องไว้เป็นประจำ

           จากวิถีสู้ชีวิตของเด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน แต่เติบใหญ่เป็นนายคนด้วยวัยเพียง 47 ปี และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายเส้น จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแฟรนไชส์ระดับประเทศ ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้แบรนด์ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" ชื่อที่เชื่อได้ว่าเมื่อเอ่ยปากร้อยทั้งร้อยเป็นต้องได้รู้จัก

           วันนี้ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" มีสาขาทั่วประเทศและต่างประเทศมากกว่า 2,000 สาขา

         สร้างเอกลักษณ์บนความแตกต่าง ใฝ่เรียนสร้างโอกาสให้ตนเอง

           ชายร่างเล็ก อัธยาศัยดี มีรอยยิ้มและน้ำเสียงที่พูดคุยเป็นกันเอง เป็นเอกลักษณ์แสดงถึงตัวตนที่แท้จริง ว่า เขาไม่ได้เป็นคนหยิบหย่ง แต่มีความตั้งใจจริงในการทำงานและค้นหาความแตกต่างบนทางที่หลายคนเลือกเดิน เพื่อให้ความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับเขา

           "พันธ์รบ กำลา" เป็นชื่อของเจ้าของแบรนด์ที่เอ่ยถึง ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด ต่อเมื่อสบโอกาสคลายข้อสงสัยถึงที่มาของแฟรนไชส์ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" อันคุ้นชื่อ จึงไม่ยอมปล่อยโอกาสทิ้งไป

           คุณพันธ์รบเป็นชาวอำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด แดนดินถิ่นอีสาน มีโอกาสร่ำเรียนเพียงชั้นประถม 4 ตามประสาครอบครัวที่มีลูกมาก ยิ่งคุณพันธ์รบเองเป็นพี่ชายคนโต มีน้องชาย 3 คนและน้องสาวอีก 1 คน ทำให้ความก้าวหน้าทางการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องใฝ่รู้ด้วยตนเอง ฐานะทางครอบครัวไม่สามารถยัดเยียดให้ได้ ประกอบกับความคิดในวัยเด็กที่เห็นหนุ่มสาวกลับบ้านยามว่างจากงานในกรุงเทพฯ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าสวยงาม ใบหน้าผุดผ่อง ยิ่งทำให้คุณพันธ์รบฮึกเหิมตั้งใจมุ่งหน้าหางานทำในกรุงเทพฯ ให้ได้

           "ออกจากเรียนอายุ 12 ปี เข้ากรุงเทพฯ ไปทำงาน เพราะเห็นคนไปกรุงเทพฯ กลับมาแล้วสวยหล่อ ผมไปครั้งแรกไปทำงานโรงงานผลิตน็อต เกลียว สกรู กินข้าวด้วยตะเกียบไม่เป็น ทำได้ไม่นานก็กลับบ้าน แต่ไม่นานก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ อีก และครั้งนี้ก็เป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"

           คุณพันธ์รบเรียกแทนตัวเองว่า "ผม" ทุกคำ และแสดงความเป็นกันเองกับผู้ฟัง ทั้งยังเล่าประสบการณ์ชีวิตก่อนเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว ด้วยมุมมองของนักคิดที่เขาเองพยายามสร้างเอกลักษณ์ให้ออกมาในรูปของการ ปฏิบัติที่ทำได้จริงและเกิดประโยชน์

           เพราะความใฝ่รู้ที่คุณพันธ์รบมีอยู่ในตัว ระหว่างที่กลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 2 คุณพันธ์รบถูกน้าพาไปทำงานบ้านกับเถ้าแก่รายหนึ่ง เพราะเห็นแววความมีระเบียบเรียบร้อยของคุณพันธ์รบ ประจวบเหมาะที่ได้เถ้าแก่ใจดี เปิดโอกาสให้ใช้เวลาในช่วงค่ำเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการทดลองเปิดให้การศึกษารูปแบบนี้ในปีแรก กระทั่งจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในเวลาไม่นาน

      เอาสมองไปขาย จุดประกายนักธุรกิจ

           ชีวิตคุณพันธ์รบผันผวนจากคนทำงานบ้าน ไปเป็นคนงานผลิตของใช้ในครัวเรือน แต่ได้เพียงระยะหนึ่ง ต้องกลับไปรับใช้ชาติตามหมายเกณฑ์ทหารของวัยหนุ่ม

           "ใบแดง" เป็นสีที่คุณพันธ์รบจับได้และต้องเข้ารับการฝึกทหารเกณฑ์เป็นเวลา 2 ปี ระหว่างนั้นเองถือว่าเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่ทำให้คุณพันธ์รบมีเงินเก็บ เป็นเงินก้อน จนคุณพันธ์รบบอกว่า "วิญญาณความเป็นนักธุรกิจของผมเริ่มจากตรงนั้น"

           "ผมเป็นทหารเกณฑ์ 2 ปี ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน เป็นคนเรียบร้อย มัธยัสถ์ วางแผน ชอบคิด เมื่อเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้ก็มีเงิน เงินเดือนทหารสมัยก่อนเดือนละ 300 บาท เบี้ยเลี้ยงวันละ 8 บาท ทั้งเดือนผมเหลือเต็ม 540 บาท เพราะกินฟรี เสื้อผ้าฟรี พอมีคนรู้ว่าผมมีเงินเก็บก็มาขอยืม ผมให้ยืมนะแต่ให้เงินไป 80 บาท ต้องคืน 100 บาท ทุก 10 วันต้องนำเงินมาคืนครบ เท่ากับ 1 เดือนผมมีเงินหมุน 3 ครั้ง ทำให้ช่วงที่เป็นทหารเกณฑ์มีเงินเก็บ 40,000-50,000 บาท เงินจำนวนนี้ในปี 2527 ถือว่าเยอะ และวิญญาณความเป็นนักธุรกิจของผมเริ่มจากตรงนั้น"

           ชีวิตหลังมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ คุณพันธ์รบยังไม่มีแววต่อยอดเป็นนักธุรกิจอย่างคนมีวิญญาณ คงรับจ้างไถนาได้ค่าแรงเป็นเงิน 80 บาท ต่อไร่ ชีวิตวนเวียนอยู่ไม่นานนัก คุณพันธ์รบตัดสินใจพาครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ และสมัครเป็นลูกจ้างขายไอติม ประสบการณ์ส่วนนี้คุณพันธ์รบถ่ายทอดได้อย่างถึงกึ๋น

           ขายไอติม คุณพันธ์รบ บอกว่า เขาทำยอดขายสูงสุดจากคนขายไอติมทั้งหมด 30 คน จัดว่าเป็นมือทองและมือโปรของบริษัท มีคนสงสัย เขาเฉลยเทคนิคให้ฟังตามนี้

           "เราต้องเอาสมองไปขาย" คุณพันธ์รบ บอก "ผมวางแผน เข้าซอยนี้ต้องขายแบบนี้ เช่น คนสวยมาซื้อลดราคาลงหน่อย ซอยนี้ตันแต่เด็กเยอะ เราต้องวกกลับมาที่เดิม ขาเข้าต้องไปเร็ว ขากลับต้องช้า ที่ต้องทำอย่างนั้นเป็นการเตือนขาเข้าว่า ให้ไปขอเงินพ่อแม่ ขากลับช้า รอให้เขาไปเอาเงินมาซื้อ ถ้าพ่อแม่ทำยึกยักไม่ควักเงินจะให้เราไปก่อน ต้องแกล้งทำเป็นรถเสียรอ ส่วนซอยไหนเป็นเวทีศูนย์รวมความบันเทิงของหนุ่มสาว วิธีที่ได้ผลดีที่สุด คือ รถเสีย เสียใกล้ๆ หนุ่มสาว เมื่อรำคาญที่เราขัดจังหวะก็ต้องควักเงินออกมาซื้อเพื่อให้เราไปที่อื่น"

      ชีวิตเปลี่ยน เมื่อน้องชายชวนขายก๋วยเตี๋ยว

           คุณพันธ์รบ เล่าให้ฟังว่า น้องชายของคุณพันธ์รบมีอาชีพขับรถส่งลูกชิ้นโกฮับ ได้เงินเป็นเปอร์เซ็นต์จากการส่งลูกชิ้น ขายมากก็ได้เงินเปอร์เซ็นต์มาก น้องชายคนนี้มาบอกกับเขาว่า อาชีพทำนาและขายไอติมไม่เหมาะกับพี่ ก่อนชักชวนให้ไปขายลูกชิ้นด้วยกัน เพราะเชื่อน้อง คุณพันธ์รบจึงผันตัวเองจากพ่อค้าไอติมเป็นพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว รับลูกชิ้นจากน้องชายมาใส่ก๋วยเตี๋ยว ราคาชามละ 10-15 บาท ตั้งรถเข็นแถวแยกลำลูกกา และขายดีจนยอดขายต่อคืน 7,000 บาท บวกรวมเป็นยอดขายต่อเดือนอยู่ที่ 200,000 บาท ตั้งร้านตั้งแต่เที่ยงวัน เก็บร้านเมื่อก้าวสู่วันใหม่ในเวลา 03.00 น. ของทุกวัน พ่อค้าแม่ขายร้านใกล้เคียงให้ฉายาคุณพันธ์รบ ว่า "มนุษย์เหล็ก" เพราะไม่มีวันไหนที่คุณพันธ์รบหยุดขาย

           และบอกวิธีเรียกลูกค้าด้วยใจ ว่า ทำเลมีส่วน แต่ที่สำคัญต้องสะอาด รู้จักการเทกแคร์ การพูดจา รสชาติ ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าทุกคนต้องการ เมื่อเรามีลูกค้าก็เข้าหา



 

      ซื้อเครื่อง - ศึกษาทำบะหมี่ ลูกค้าคือผู้ตอบโจทย์

           เมื่อรายได้ดีไม่เป็นรองใคร คุณพันธ์รบหมั่นเก็บหอมรอมริบ มีเงินจำนวนหนึ่งที่มากพอ ต่อเมื่อได้พูดคุยกับน้องชายคนที่ 4 ซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวยี่ห้อดัง บริเวณมหาวิทยาลัยรังสิต ใกล้ตลาดสี่มุมเมือง น้องชายบอกกับคุณพันธ์รบว่า กำไรต่อคืนที่น้องชายเก็บเข้ากระเป๋าอยู่ที่ 1,000 บาท ส่วนคุณพันธ์รบเมื่อทบทวนดูยอดขาย หักลบต้นทุนทั้งหมดแล้วเหลือกำไรเข้ากระเป๋าเพียง 500 บาท จึงรู้สึกถึงความเป็นพี่ชายที่ไม่ควรมีรายได้น้อยไปกว่าน้อง แว่บแรกของความคิดขณะนั้น คุณพันธ์รบบอกว่า พี่อยากขายบะหมี่เกี๊ยว จะต้องทำอย่างไร น้องชายจึงแนะนำให้ไปพบเจ้าของโรงงานผลิตเส้นบะหมี่ ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 35

           "ผมเข้าไปคุยกับเถ้าแก่ อยากได้บะหมี่ไปขายครับ แต่เถ้าแก่บอกว่า ไม่ได้ เหตุผลเพราะรถส่งบะหมี่ของโรงงานไม่ผ่านร้านที่ผมตั้งขาย"

           คุณพันธ์รบเปลี่ยนน้ำเสียงเมื่อเล่าถึงตรงนี้ โดยย้ำว่า "ต้องขอขอบคุณ เถ้าแก่ เพราะคำพูดประโยคนี้เป็นบันไดขั้นหนึ่งที่ทำให้ผมเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว ทุกวันนี้ มันทำให้ผมคิดว่า ถ้าผมมีโอกาสทำขึ้นเองเมื่อไหร่ ผมจะทำส่งให้ทั่วประเทศไทย"

           เพราะความมีไหวพริบปฏิภาณของคุณพันธ์รบ เขาไม่ย่อท้อ แต่เลือกให้น้องชายซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่ก่อน สั่งบะหมี่เกี๊ยวเพิ่มจำนวนขายมากเป็น 2 เท่า และยอมขับรถไปรับบะหมี่เกี๊ยวจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาขายเอง บริเวณแยกลำลูกกา ทำให้เมนูของร้านเพิ่มขึ้นจากก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส เป็นเมนูบะหมี่เกี๊ยว และข้าวมันไก่ อีก 2 รายการ เมนูเพียง 3 อย่าง สร้างกำไรให้กับคุณพันธ์รบ คืนละ 3,000 บาท ต่อวัน ไม่นานนักคุณพันธ์รบมีเงินเก็บสูงถึง 700,000 บาท

           เลือดนักธุรกิจที่แฝงอยู่ในตัวคุณพันธ์รบแสดงออกมาเมื่อคุณพันธ์รบรู้สึก มั่นใจในความตั้งใจและมันสมองของตนเอง ความคิด "ถ้ามีโอกาสทำเส้นบะหมี่จะทำให้ดีที่สุด" เพราะทุกวันที่รับเส้นบะหมี่มาขาย ยังมีอีกหลายวันที่เส้นบะหมี่ไม่เหลือง ขาดลุ่ย ไม่เหนียว ไม่นุ่ม ซึ่งเป็นปัญหาของพ่อค้าแม่ขายที่ไม่ใช่ผู้ผลิต และตรงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้คุณพันธ์รบตัดสินใจศึกษาเรื่องการทำเส้นบะหมี่ อย่างจริงจัง สอบถามคนส่งเส้นบะหมี่ถึงแหล่งซื้อเครื่องทำเส้นบะหมี่ เมื่อทราบจึงตัดสินใจควักเงินลงทุนซื้อเครื่องตัวแรกในราคา 20,000 บาท แต่เพราะยังไม่มีความรู้ด้านการผลิตอย่างจริงจัง จึงตัดสินใจอีกครั้งในการจ้างคนทำบะหมี่เป็นมาสอนให้ แต่จนแล้วจนรอดสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการถูกหลอก ไม่มีใครสอนให้รู้อย่างจริงจัง

           "ผมเริ่มเก็บข้อมูลเอง ศึกษาหาความรู้เอง ทำไปเอามาขายไป ให้ลูกค้าทดลองกิน คอยถามลูกค้าเส้นเหนียวดีหรือเปล่า นุ่มหรือไม่ อย่างไร พยายามปรับสูตรให้ลงตัวจนได้เส้นบะหมี่สูตรชายสี่บะหมี่เกี๊ยว หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี"



 

      เคล็ดลับตัวตนคนพันธ์รบ แบรนด์ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"

           1 ปีแรกของการทำบะหมี่เองและขายก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เกี๊ยว ข้าวมันไก่ คุณพันธ์รบมีเงินเก็บ 200,000 บาท เขาตัดสินใจซื้อรถและขับกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นที่ฮือฮาว่าร่ำรวย ทุกครั้งที่มีคนถามว่าไปทำอะไรมาถึงรวย คุณพันธ์รบจะตอบว่า "ขายบะหมี่" จนเป็นที่มาของการบอกต่อ และเชื่อว่า ขายบะหมี่แล้วจะรวย ทำให้คนใกล้ชิดในละแวกหมู่บ้านและคนที่บอกต่อกันไปเข้ามาหาและสั่งบะหมี่จาก คุณพันธ์รบไปขาย

           นักธุรกิจไม่ได้จบแค่ผลิตและขาย แต่นักธุรกิจต้นตำรับแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว อย่างคุณพันธ์รบ บริการหาทำเล บ้านเช่า สอนวิธีอบหมูแดง วิธีลวกบะหมี่ วิธีการจ่ายตลาด ซึ่งคนที่สั่งบะหมี่จากคุณพันธ์รบไปขาย มีลูกค้าเข้าร้านมียอดขายไม่ต่างจากคุณพันธ์รบ การบอกต่อเริ่มต้นขึ้น ทำให้บะหมี่ของคุณพันธ์รบถูกส่งไปขายในหลายที่หลายแห่งของหลายจังหวัด

           ความคิดมีแบรนด์เป็นของตนเองจึงเริ่มขึ้น เป็นที่มาของปริศนาคำว่า "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"

           คุณพันธ์รบ เล่าติดตลกว่า "ตั้งขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจสื่อความหมายอะไร เพราะตอนคิดต้องการให้คนเห็นแล้วสะดุดตา จดจำชื่อได้ดี เมื่อคำนวณจากป้ายรถเข็นแล้วเห็นว่าชื่อไม่ควรเกิน 4 พยางค์ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านนิยายจีน จึงคิดชื่อไว้หลายชื่อ ตั้งแต่ ปักกิ่ง ป๊ะป๋า ราชินี และสุดท้ายมาจบที่ "ชายสี่" เพราะสอดคล้องกับคำว่า "บะหมี่เกี๊ยว" มากที่สุด ไม่ได้คิดให้สอดคล้องกับพี่น้องผู้ชาย 4 คนที่มีอยู่แม้แต่น้อย

           แต่ที่หลายคนเข้าใจเช่นนั้น คุณพันธ์รบให้คำตอบว่า เพราะมีคนถามคนขายแถวบ้าน คนแถวบ้านตอบไปว่า เพราะบ้านผมมีลูกชาย 4 คน ซึ่งประจวบเหมาะกันพอดี

           คุณพันธ์รบ เผยสิ่งที่ติดตัวมาโดยตลอดแบบไม่ต้องท่องจำ คือ ความใฝ่รู้ที่เขาเองรู้ตัวตลอดมาว่า ชอบอ่านหนังสือ เมื่ออ่านจบและจดบันทึกและโน้ตย่อไว้ สำหรับการอ่านใหม่อีกครั้ง หรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้เขาเพิ่มจากการอ่านใหม่อีกครั้ง เป็นการอ่านลงแผ่นซีดี เพื่อนำมาเปิดฟังได้จำนวนครั้งเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น หนังสือประวัติชีวิตของ "ตัน โออิชิ" คุณพันธ์รบอ่านจบสามารถโน้ตย่อได้เหลือเพียง 4 หน้า ซึ่งทุกครั้งของการเดินทางทำธุรกิจ หากอ่านหนังสือได้ครบเล่มต่อครั้งของการเดินทาง จัดว่าเป็น "กำไร" สำหรับเขาแล้ว

           อ่านถึงตรงนี้อาจอยากทราบว่า คุณพันธ์รบ ภูมิใจในแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว แค่ไหน คุณพันธ์รบตอบอย่างมั่นใจว่า ภูมิใจแต่น้อยกว่าบางเรื่อง สิ่งนั่นคือ การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเด็กผู้ชายเรียนน้อยเพียงประถม 4 ไม่มีโอกาสจับเครื่องคอมพิวเตอร์ในระหว่างการเรียนแม้แต่ชั้นเดียว

           แต่เมื่อเป็น ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว คุณพันธ์รบ ย่อมต้องถ่ายทอดและอบรมคุณสมบัติหลายอย่างให้กับพนักงานผ่านเครื่องฉายแผ่นใส ซึ่งคุณพันธ์รบหงุดหงิดกับการเขียนและลบของวิธีนี้ จึงพยายามหัดโปรแกรม "พาวเวอร์พอยต์" และหัดพิมพ์ที่แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์

           และเขาแสดงตัวตนให้เห็นชัด เมื่อคุณพันธ์รบเผยวิธีการจำตัวอักษรบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด โดยยกตัวอย่างหนึ่งให้เห็นชัด ในแป้นพิมพ์แถวที่ 4 จากล่าง เมื่อวางมือขวาลงบนแป้นพิมพ์คีย์บอร์ด จะมีตัวอักษร "ร-น-ย-บ-ล" เรียงกัน คุณพันธ์รบมีวิธีจำตามแบบฉบับของเขา โดยนึกถึงความรักที่ผู้ชายมีต่อผู้หญิง ซึ่งเปรียบเสมือนหมามองเครื่องบิน แล้วอยากให้เครื่องบินลดต่ำลงมาถึงพื้น "ร-น-ย-บ-ล" จึงจำว่า "รักน้องอยากบินลง" เพียงเท่านี้การจำและการพิมพ์ก็ประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องกางตำรา

           นี่แหละตัวตนและที่มาของ "ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"
 

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.


 

 

 


 
    รวมข่าวสารสำคัญและประกาศต่างๆ
    จาก Longderse 

 


   รูปภาพประทับใจจากกิจกรรมต่างๆที่ 
   ทางบริษัท Longderse' จัดกิจกรรมขึ้นมา



 
 














 

 

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณ กวาง พัชณิช์ภา  คล้ายเณร ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

    

    

    

    

    

    

    

    

    

รวมรูปภาพแจกรางวัลสำหรับผู้ที่โชคดีได้รับ
Mee Shielving 5 กล่อง มูลค่า 4,500 บาท
จำนวน 20 รางวัล รว
มมูลค่า 90,000 บาท
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณ ณัฐพงษ์  งามเพียงตากุล ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณสกนธวัฒน์  ธานีรัตน์   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------
 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณวรรณี  ศรีถัน   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------
 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณปรียนิตย์  วิชิตชัยบูรณ์   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------
 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณรุ่งไพลิน  วงศ์สาย    ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณมาริษ อรรฆนิพัทธ์   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------
 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณสุชาดา พรหมวงษารัตน์  ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณสุนิสา  ถิ่นทวี   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณจินดาภา จุลรวัสดิ์   ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณวิภารัช  จันทโชติ  ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณโย อมรพันธิ์ ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณภิญญาพัชร์ มอบ Me Shielving 10 กล่อง 
ให้แก่คุณนพมาศ ไชยศิลป์ ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คิดใหญ่ได้ใหญ่ คิดเล็กได้เล็ก”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณพร สุภาพร ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณจอย ณัฐฐพัชร์ ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณแอน ศิรประภา ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”

 

คุณกฤษณะพงษ์มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณ ชญาภา อุตมะมงคลชัย ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

 

คุณภิญญาพัชร์ มอบ Me Shielving 3 กล่อง Slend Oat 1 กล่อง 
Me Rice Gold 1 กล่อง และ Mee Spinar Gold 1 กล่อง
ให้แก่คุณ นก วิระวัลย์ บุญค้ำ ผู้ผ่านโปรโมชั่น “คนสร้างงาน งานสร้างเงิน”
-----------------------------------------------------------------------------------

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

Get Adobe Flash player Install latest flash player if you can't see this gallery.

















| Login